ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แถลงผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ เมื่อคืนวันอังคาร ว่าภารกิจตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ในการอพยพพลเมืองสหรัฐ ชาวอัฟกัน พลเมืองของชาติพันธมิตร และนักการทูต ตลอดจนทหารอเมริกัน รวมกันมากกว่า 123,000 คน ให้เดินทางออกจากอัฟกานิสถานได้อย่างปลอดภัย “ถือเป็นการประสบความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่”

ขณะเดียวกัน ผู้นำสหรัฐยังมองว่า เป็นการสิ้นสุด “ความพยายามอันไร้ผล” ในการฟื้นฟูประเทศหนึ่งด้วยกำลังทหาร และอเมริกาเสียเงินไปมากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 64.55 ล้านล้านบาท ) ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ไบเดนมองว่า ต่อให้ตัดสินใจอพยพเร็วกว่านี้ สถานการณ์ก็จะยังคงวุ่นวายดังเช่นที่ทุกฝ่ายได้เห็น ขณะเดียวกัน สหรัฐอาจต้องเพิ่มจำนวนทหารเพื่อภารกิจอพยพครั้งนี้ และจะทำให้กำลังพลต้องประจำการนานขึ้นอีก ซึ่งขัดแย้งกับเจตนารมณ์ของเขา “ที่ไม่ต้องการต่อเวลาสงครามซึ่งไม่มีวันจบ” การให้สหรัฐต้องเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 ของสงครามในอัฟกานิสถาน “มีความสำคัญใดต่อผลประโยชน์ของชาติ ?” และเขาไม่เชื่อว่า ความมั่นคงและความปลอดภัยของสหรัฐ ต้องขึ้นอยู่กับการให้ทหารอเมริกันประจำการอยู่ในอัฟกานิสถาน

หน่วยรบพิเศษของกลุ่มตาลีบันรักษาการอยู่บริเวณประตูทางเข้า ท่าอากาศยานนานาชาติฮามิด คาร์ไซ ในกรุงคาบูล
อย่างไรก็ตาม ภารกิจการอพยพครั้งนี้ยังคงทำให้ผู้นำสหรัฐคนปัจจุบันเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสูญเสียทหารอเมริกัน 13 นาย จากเหตุระเบิดฆ่าตัวตาย โจมตีท่าอากาศยานนานาชาติฮามิด คาร์ไซ ในกรุงคาบูล เมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการสูญเสียทหารอเมริกันคราวเดียวในอัฟกานิสถาน เป็นจำนวนมากที่สุดในรอบ 10 ปี
ในส่วนของกระบวนการทางการทูตต่ออัฟกานิสถานนับจากนี้ ไบเดนกล่าวว่า เขามอบหมายให้นายแอนโทนี บลิงเคน รมว.กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ คอยประสานงานร่วมกับพันธมิตร ดำเนินการให้กลุ่มตาลีบันยึดมั่นตามคำสัญญาทั้งหมด และการ “เปิดเส้นทางปลอดภัย” ให้แก่ชาวอเมริกันที่ยังตกค้างอีกประมาณ 100-200 คนด้วย